
รายงานพิเศษจากซินหัวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ สะท้อนแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน: นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังเลือกใช้ช่วงตรุษจีนในประเทศจีนมากขึ้น โดยช้อปปิ้งสินค้าสไตล์ “กั๋วเฉา” (จีนชิค) และสัมผัสบรรยากาศงานวัดวัดวาอาราม เนื่องจากกฎการเข้าประเทศที่ผ่อนคลายและตัวเลือกการชำระเงินที่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติ (NIA) คาดการณ์ว่าปริมาณผู้ผ่านแดนเฉลี่ยต่อวันในช่วงวันหยุด 9 วันจะเกิน 2.05 ล้านคน เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีผู้เดินทางต่างชาติเข้าประเทศแบบไม่ต้องขอวีซ่าถึง 28.5% ที่สำคัญ รายงานยังเปิดเผยว่า 11 หน่วยงานรัฐบาล นำโดยสำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซและคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ได้ออกประกาศร่วมในต้นเดือนกุมภาพันธ์ สั่งการให้กระทรวงต่างๆ “ยกระดับการให้บริการดิจิทัลสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศให้มีความเป็นสากลและสะดวกสบายมากขึ้นภายในปี 2027” มาตรการเหล่านี้รวมถึงตู้บริการ e-gate หลายภาษาในสนามบินหลัก การแจ้งผ่านศุลกากรด้วย QR โค้ด และการผสานรวมบัตร UnionPay, Mastercard และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศเข้ากับ Alipay และ WeChat Pay ก่อนการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ฤดูหนาวปี 2027 ร้านค้าปลีกเริ่มได้รับผลตอบแทนแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานภาษีของจีนแสดงให้เห็นว่าการทำธุรกรรมขอคืนภาษีปลอดภาษีในปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 305% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และนักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขในปี 2026 จะสูงขึ้นอีกหลังจากนับยอดในช่วงเทศกาลตรุษจีน แบรนด์ระดับโลกตั้งแต่ Marimekko จากฟินแลนด์จนถึง Havaianas จากบราซิล เปิดตัวคอลเลกชันปีใหม่รุ่นลิมิเต็ดเฉพาะในร้านค้าภาคพื้นจีนแผ่นดินใหญ่ โดยหวังว่านักช้อปที่ไม่ต้องขอวีซ่าจะมองการช้อปปิ้งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์วัฒนธรรม สำหรับผู้วางแผนการเดินทางระหว่างประเทศ ข้อความชัดเจนคือ: สภาพแวดล้อมผู้บริโภคในจีนกำลังง่ายต่อการเข้าถึงสำหรับชาวต่างชาติและผู้บริหารที่มาเยือน บริษัทที่จัดการเยี่ยมลูกค้าระยะสั้นสามารถมั่นใจได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศบ้านเกิด ลดความจำเป็นในการเตรียมเงินสดล่วงหน้าหรือเปิดบัญชีธนาคารในประเทศ การปรับปรุงระบบดิจิทัลสำหรับการเข้าเมืองในปี 2027 ที่วางแผนไว้จะช่วยย่นระยะเวลาการทำพิธีการขาเข้าให้สั้นลงอีก ทำให้จีนกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สะดวกที่สุดสำหรับการเดินทางธุรกิจ
แหล่งที่มา: Xinhua via CCTV.com