
สถานทูตสหรัฐฯ ในอาบูจาใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เพื่อเตือนชาวไนจีเรียที่วางแผนเดินทางไปสหรัฐฯ ว่าวันหมดอายุที่ระบุในวีซ่าไม่ใช่วันที่ผู้เดินทางต้องออกจากประเทศ เจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเท่านั้นที่มีอำนาจกำหนดระยะเวลาที่ผู้เยี่ยมชมสามารถพำนักอยู่ได้ และการตัดสินใจนี้จะถูกบันทึกในระบบอิเล็กทรอนิกส์ในบันทึก I-94 ของผู้เดินทาง เจ้าหน้าที่สถานทูตได้นำข้อความนี้มาใช้ในแคมเปญ #VisaWiseTravelSmart ซึ่งเป็นความพยายามรณรงค์ที่เริ่มต้นในฤดูใบไม้ผลินี้ ขณะที่วอชิงตันเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่มีอัตราการพำนักเกินกำหนดสูง แม้จะดูเหมือนเป็นคำแนะนำการเดินทางที่เป็นมิตร แต่คำเตือนนี้สะท้อนนโยบายที่จริงจัง สถิติของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่า ชาวไนจีเรียมีอัตราพำนักเกินกำหนด 5.56% สำหรับวีซ่า B-1/B-2 และเกือบ 12% สำหรับวีซ่านักเรียน/แลกเปลี่ยน F-1 และ J-1 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ตัวเลขเหล่านี้ได้รับความสนใจจากรัฐสภาและก่อให้เกิดการคาดการณ์ว่าไนจีเรียอาจเผชิญมาตรการจำกัดวีซ่าคล้ายกับที่เพิ่งบังคับใช้กับประเทศในแคริบเบียนสี่ประเทศ ด้วยการเน้นกฎระเบียบอย่างเปิดเผย สถานทูตกำลังส่งสัญญาณว่าการปฏิบัติตามกฎของแต่ละบุคคลจะมีผลต่อความเข้มงวดและความล่าช้าในการพิจารณาวีซ่าในอนาคต สำหรับบริษัทและมหาวิทยาลัยที่ส่งบุคลากรจากไนจีเรียไปสหรัฐฯ ข้อความนี้ชัดเจน: ให้ความรู้แก่ผู้เดินทางเกี่ยวกับการตรวจสอบบันทึก I-94 ออนไลน์ทันทีหลังจากเดินทางถึง และเก็บหลักฐานการออกจากประเทศตามเวลาที่กำหนด ผู้สรรหาบุคลากรอาจต้องเผื่อเวลามากขึ้นในตารางการเคลื่อนย้าย เนื่องจากสถานทูตสหรัฐฯ ในลากอสและอาบูจาแจ้งเวลารอคิวขอวีซ่า B มากกว่า 200 วันแล้ว และการตรวจสอบประวัติการเดินทางก่อนหน้านี้อาจทำให้ต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม คำเตือนนี้ยังสะท้อนแนวโน้มที่กว้างขึ้นในการสื่อสารของสถานกงสุลสหรัฐฯ คือการใช้แคมเปญโซเชียลมีเดียขนาดเล็กที่เจาะจงเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมนักเดินทาง แทนที่จะพึ่งพาการแจ้งอย่างเป็นทางการใน Federal Register เท่านั้น คาดว่าจะมีโพสต์เฉพาะประเทศมากขึ้นที่ผสมผสานการรณรงค์แบบนุ่มนวลกับข้อมูลเชิงลึก เพื่อรับมือกับปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองเรื่องการพำนักเกินกำหนดวีซ่าต่อไป
แหล่งที่มา: The Nation (Nigeria)