
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าได้ออกวีซ่าเข้าประเทศให้แก่ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเกียน รัฐมนตรีต่างประเทศอับบาส อารักชี และเจ้าหน้าที่อาวุโสประมาณสิบกว่าคน เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า ณ นครนิวยอร์ก ภายใต้ข้อตกลงสำนักงานใหญ่สหประชาชาติปี 1947 วอชิงตันมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางของผู้นำต่างชาติที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม แต่ภาระหน้าที่นี้ต้องสมดุลกับกฎหมายความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดเข้มงวดต่อการเดินทางของประเทศที่เป็นศัตรู เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การเคลื่อนไหวของคณะผู้แทนอิหร่านจะถูกจำกัดให้อยู่ในรัศมีแคบ ๆ รอบย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน ห้ามเยี่ยมชมสถานที่วิจัยของสหรัฐฯ ห้ามซื้อสินค้าหรูหรา และห้ามเดินทางเกิน 25 ไมล์โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า ข้อจำกัดเหล่านี้สอดคล้องกับมาตรการที่เคยบังคับใช้กับคณะผู้แทนอิหร่านในปี 2025 หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจากโครงการนิวเคลียร์ที่เร่งความเร็วของเตหะรานและการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอล สำหรับบริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในนิวยอร์ก การตัดสินใจนี้ช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการทูตที่อาจทำให้อิหร่านบอยคอตการประชุมและเพิ่มความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนพลังงานโลก ในขณะเดียวกัน ข้อจำกัดเข้มงวดนี้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่ทางการเมืองที่จำกัดสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์อย่างจริงจังระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านนอกเวทีพหุภาคี ทำให้ผู้บริหารไม่ควรคาดหวังการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรหรือการเดินทางไปอิหร่านที่ง่ายขึ้นในระยะอันใกล้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่าวีซ่าดังกล่าวเป็นวีซ่าทูตประเภท G-1 ที่ใช้ได้เฉพาะกับกิจกรรมของสหประชาชาติเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมทางการค้า ธุรกรรมทางการเงิน หรือเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตแยกต่างหาก บริษัทที่ต้องการพบเจ้าหน้าที่อิหร่านในช่วงเวลานอกการประชุมจึงต้องนัดหมายภายในบริเวณสำนักงานใหญ่สหประชาชาติหรือที่สถานทูตอิหร่านบนถนนอีสต์ 40 และควรเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงตารางนัดหมายกะทันหันหากสถานการณ์ความมั่นคงเข้มงวดขึ้น
แหล่งที่มา: Associated Press