
อัยการสหพันธรัฐในเมืองคลีฟแลนด์เปิดเผยคำฟ้องเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน กล่าวหาชาวกัวเตมาลาสามคนว่าร่วมกันวางแผนลักลอบนำเด็กที่เดินทางลำพังข้ามพรมแดนเข้าประเทศสหรัฐฯ และปล่อยตัวเด็กเหล่านี้ออกจากการดูแลของรัฐบาลโดยใช้เอกสารรับรองการอุปการะปลอมแปลง ตามรายงานของหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ผู้ต้องหายื่นแบบฟอร์มปลอมหลายฉบับต่อสำนักงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย โดยใช้ชื่อปลอมและสูติบัตรปลอมแปลงเพื่อแอบอ้างเป็นญาติ นักสืบสวนระบุว่าแผนการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ธันวาคม 2020 ถึงตุลาคม 2023 ดึงดูดเด็กที่เดินทางผ่านเส้นทางอันตรายเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเด็กอย่างน้อยหนึ่งคนถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้สมรู้ร่วมคิดที่ได้รับสิทธิ์ดูแล อีกผู้ต้องหาได้รับโทษจำคุก 8 ปีในเรือนจำของรัฐและ 26 เดือนในเรือนจำของรัฐบาลกลางในคดีที่เกี่ยวข้อง กรณีนี้สะท้อนถึงการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นในขั้นตอนหลังการมาถึงของผู้อพยพ ตั้งแต่ปี 2024 ที่มีจำนวนเด็กเดินทางลำพังสูงเป็นประวัติการณ์ กระบวนการตรวจสอบผู้รับอุปการะของ ORR ถูกวิจารณ์ว่าช้าและมีช่องโหว่ หน่วยปฏิบัติการร่วมอัลฟา—หน่วยงานร่วมระหว่างหน่วยงานที่ถูกฟื้นฟูโดยรัฐบาลทรัมป์—มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้ประโยชน์จากโครงการมนุษยธรรม สำหรับบริษัทที่สนับสนุนโครงการอาสาสมัครหรือความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) คำฟ้องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าโครงสร้างการคุ้มครองเด็กที่ตั้งใจดีอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้จัดการฝ่ายเคลื่อนย้ายพนักงานที่จัดให้พนักงานทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลเด็กควรเตรียมรับการตรวจสอบประวัติที่เข้มงวดขึ้นและระยะเวลาการอนุมัติจาก ORR ที่นานขึ้น นายจ้างอาจเผชิญคำขอเยี่ยมชมสถานที่เพิ่มขึ้นหากพนักงานชาวต่างชาติสมัครใจเป็นผู้รับอุปการะเด็ก เนื่องจาก ICE และ HSI เข้มงวดมาตรการตรวจสอบมากขึ้น การตัดสินลงโทษอาจมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีสำหรับการลักลอบ และ 2 ปีต่อข้อหาปลอมแปลงตัวตน แสดงให้เห็นท่าทีไม่ยอมผ่อนปรนของรัฐบาล คาดว่าจะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมเมื่อ HSI วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลผู้รับอุปการะของ ORR เพื่อระบุผู้ยื่นซ้ำและรูปแบบการโอนเงินที่ผิดปกติ
แหล่งที่มา: Homeland Security Today