
อิตาลีเริ่มยุคใหม่ของการจัดการชายแดนอย่างเงียบๆ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2026 โดยยืนยันว่า ทุกสถานทูตและสถานกงสุลอิตาลีสามารถออกวีซ่าเชงเก้นแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบได้แล้ว แทนที่จะเป็นสติกเกอร์วีซ่า ผู้สมัครที่ผ่านจะได้รับไฟล์ PDF เข้ารหัสพร้อมรหัส QR แบบไดนามิกที่สามารถตรวจสอบแบบออฟไลน์ได้ที่จุดตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นขั้นตอนแรกของการเปิดตัวระบบเข้า-ออก (EES) ของอิตาลี ซึ่งจะตามมาด้วยการติดตั้งประตูอัตโนมัติ 150 แห่งทั่วประเทศที่สนามบินหลัก เช่น โรม-ฟิอูมิชิโน มิลาน-มัลเพนซา เวนิส-มาร์โค โปโล และสนามบินสำคัญอื่นๆ
เหตุผลที่สำคัญสำหรับไอร์แลนด์: แม้พลเมืองไอร์แลนด์จะเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยในไอร์แลนด์จำนวนมากยังต้องขอวีซ่าเชงเก้นเพื่อเข้าร่วมประชุมหรืองานสัมมนาในอิตาลี บริษัทที่มีพนักงานเคลื่อนที่จะต้องปรับนโยบายการเดินทางและฝึกอบรมทีมงานให้รู้จักเอกสารดิจิทัลใหม่ ซึ่งต้องพิมพ์สีจนกว่าสายการบินจะรวมระบบตรวจสอบรหัส QR เสร็จสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรแจ้งให้ผู้เดินทางเตรียมไฟล์ PDF สำรองในโทรศัพท์ เพราะหลายเคาน์เตอร์เช่ารถในอิตาลีวางแผนจะสแกนรหัสนี้ตอนรับรถ
ผลกระทบต่อการตรวจคนเข้าเมือง: ตำรวจชายแดนอิตาลีประเมินว่าประตูอัตโนมัติแต่ละแห่งสามารถตรวจคนเข้าเมืองได้ 10–12 คนต่อนาที ซึ่งมากกว่าบูธที่มีเจ้าหน้าที่ถึงสองเท่า ช่วยลดความแออัดที่เคยเกิดขึ้นในมิลานช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ประตูเหล่านี้จะจับภาพใบหน้าและตรวจสอบกับรหัส QR และรายชื่อเฝ้าระวังของยุโรปภายในไม่กี่วินาที กระทรวงระบุว่าจะเริ่มทดลองใช้ในเดือนกรกฎาคม 2026 ก่อนขยายครอบคลุมทั่วประเทศภายในเดือนธันวาคม
ขั้นตอนปฏิบัติที่ควรทำ: ทีมงานเคลื่อนที่ในไอร์แลนด์ควร (1) ระบุงานในอิตาลีที่ยังต้องใช้สติกเกอร์วีซ่าและเปลี่ยนไปใช้ช่องทาง e-visa เมื่อเป็นไปได้ (2) เพิ่มคำเตือนด้านความปลอดภัยไอทีให้ผู้เดินทางไม่โพสต์รหัส QR บนโซเชียลมีเดีย และ (3) เตือนพนักงานว่าการลงทะเบียน ETIAS (ค่าธรรมเนียม 20 ยูโร) จะยังคงบังคับใช้สำหรับผู้ที่ไม่ต้องขอวีซ่าในปีนี้ สายการบินที่ให้บริการเส้นทางดับลิน-อิตาลีเริ่มปรับปรุงระบบควบคุมการออกตั๋ว (DCS) ให้รองรับเอกสารใหม่แล้ว แต่จะยังมีเคาน์เตอร์เช็คอินแบบแมนนวลจนถึงฤดูหนาว
ภาพรวม: การเปลี่ยนแปลงของอิตาลีเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดว่าแผนของสหภาพยุโรปในการเปลี่ยนวีซ่าระยะสั้นทั้งหมดเป็นรูปแบบดิจิทัลภายในปี 2030 กำลังดำเนินไปตามแผน ผู้กำหนดนโยบายไอร์แลนด์ซึ่งยังคงมีกฎวีซ่าแยกต่างหากนอกเขตเชงเก้น จะจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงยุติธรรมไอร์แลนด์เคยบอกกับ The Irish Times เมื่อปีที่แล้วว่า โครงการ e-visa ของไอร์แลนด์ในอนาคตจะมุ่งเน้นให้สามารถใช้งานร่วมกับรูปแบบเชงเก้นได้อย่างเต็มที่
เหตุผลที่สำคัญสำหรับไอร์แลนด์: แม้พลเมืองไอร์แลนด์จะเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยในไอร์แลนด์จำนวนมากยังต้องขอวีซ่าเชงเก้นเพื่อเข้าร่วมประชุมหรืองานสัมมนาในอิตาลี บริษัทที่มีพนักงานเคลื่อนที่จะต้องปรับนโยบายการเดินทางและฝึกอบรมทีมงานให้รู้จักเอกสารดิจิทัลใหม่ ซึ่งต้องพิมพ์สีจนกว่าสายการบินจะรวมระบบตรวจสอบรหัส QR เสร็จสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรแจ้งให้ผู้เดินทางเตรียมไฟล์ PDF สำรองในโทรศัพท์ เพราะหลายเคาน์เตอร์เช่ารถในอิตาลีวางแผนจะสแกนรหัสนี้ตอนรับรถ
ผลกระทบต่อการตรวจคนเข้าเมือง: ตำรวจชายแดนอิตาลีประเมินว่าประตูอัตโนมัติแต่ละแห่งสามารถตรวจคนเข้าเมืองได้ 10–12 คนต่อนาที ซึ่งมากกว่าบูธที่มีเจ้าหน้าที่ถึงสองเท่า ช่วยลดความแออัดที่เคยเกิดขึ้นในมิลานช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ประตูเหล่านี้จะจับภาพใบหน้าและตรวจสอบกับรหัส QR และรายชื่อเฝ้าระวังของยุโรปภายในไม่กี่วินาที กระทรวงระบุว่าจะเริ่มทดลองใช้ในเดือนกรกฎาคม 2026 ก่อนขยายครอบคลุมทั่วประเทศภายในเดือนธันวาคม
ขั้นตอนปฏิบัติที่ควรทำ: ทีมงานเคลื่อนที่ในไอร์แลนด์ควร (1) ระบุงานในอิตาลีที่ยังต้องใช้สติกเกอร์วีซ่าและเปลี่ยนไปใช้ช่องทาง e-visa เมื่อเป็นไปได้ (2) เพิ่มคำเตือนด้านความปลอดภัยไอทีให้ผู้เดินทางไม่โพสต์รหัส QR บนโซเชียลมีเดีย และ (3) เตือนพนักงานว่าการลงทะเบียน ETIAS (ค่าธรรมเนียม 20 ยูโร) จะยังคงบังคับใช้สำหรับผู้ที่ไม่ต้องขอวีซ่าในปีนี้ สายการบินที่ให้บริการเส้นทางดับลิน-อิตาลีเริ่มปรับปรุงระบบควบคุมการออกตั๋ว (DCS) ให้รองรับเอกสารใหม่แล้ว แต่จะยังมีเคาน์เตอร์เช็คอินแบบแมนนวลจนถึงฤดูหนาว
ภาพรวม: การเปลี่ยนแปลงของอิตาลีเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดว่าแผนของสหภาพยุโรปในการเปลี่ยนวีซ่าระยะสั้นทั้งหมดเป็นรูปแบบดิจิทัลภายในปี 2030 กำลังดำเนินไปตามแผน ผู้กำหนดนโยบายไอร์แลนด์ซึ่งยังคงมีกฎวีซ่าแยกต่างหากนอกเขตเชงเก้น จะจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงยุติธรรมไอร์แลนด์เคยบอกกับ The Irish Times เมื่อปีที่แล้วว่า โครงการ e-visa ของไอร์แลนด์ในอนาคตจะมุ่งเน้นให้สามารถใช้งานร่วมกับรูปแบบเชงเก้นได้อย่างเต็มที่
แหล่งที่มา: Schengen Travel News