
สมาคมทนายความด้านการย้ายถิ่นฐานแห่งสหรัฐอเมริกา (AILA) ออกประกาศเตือนด่วนเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม หลังได้รับรายงานหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) กักตัวบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองระหว่างการเดินทางภายในประเทศด้วยเครื่องบิน ตามรายงานของ AILA เหตุการณ์เกิดขึ้นที่สนามบินในรัฐแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฟลอริดา อิลลินอยส์ แคนซัส มิชิแกน นิวเจอร์ซีย์ เท็กซัส และเวอร์จิเนีย โดยมีผู้ถูกนำตัวออกจากช่องตรวจสอบความปลอดภัย TSA หรือบริเวณขึ้นเครื่องเพื่อสอบถามเพิ่มเติม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรวมถึงผู้ที่สถานะถูกต้องตามกฎหมายหมดอายุแต่ยังอยู่ในช่วงอนุญาตให้อยู่ต่อเนื่องจากการยื่นขอปรับสถานะหรือขอลี้ภัย รวมถึงผู้ถือใบอนุญาตทำงานหรือใบอนุญาตเดินทางล่วงหน้าที่ยังไม่หมดอายุ ทนายความระบุว่าผู้ถูกกักตัวบางรายถูกส่งตัวไปยังการควบคุมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) แม้จะมีใบเสร็จรับรองการยื่นคำร้องที่ออกโดยรัฐบาลก็ตาม รูปแบบนี้สะท้อนถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางเพื่อธุรกิจ นักศึกษา และสมาชิกในครอบครัว สำหรับผู้จัดการด้านการเคลื่อนย้ายบุคลากรระหว่างประเทศและฝ่ายเดินทางของบริษัท ประกาศเตือนนี้เน้นย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบสถานะการย้ายถิ่นของพนักงานก่อนอนุญาตให้เดินทางภายในประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่มีหลายช่วงซึ่งต้องตรวจสอบบัตรประจำตัวในแต่ละจุด นายจ้างควรให้พนักงานชาวต่างชาติพกเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย เช่น หนังสือแจ้งอนุมัติ I-797 ใบเสร็จรับ Form I-485 หรือ I-589 และใบอนุญาตทำงาน (EAD) ที่ยังไม่หมดอายุ AILA แนะนำให้ทนายความแจ้งลูกค้าเกี่ยวกับแนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายใหม่และเตรียมแผนสำรอง รวมถึงข้อมูลติดต่อทนายความฉุกเฉิน สมาคมกำลังรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ผ่านระบบติดตามการบังคับใช้กฎหมายออนไลน์เพื่อวิเคราะห์จุดเสี่ยงและเรียกร้องให้ DHS ออกแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ผู้เดินทางที่ไม่มีสถานะถูกต้องแต่ยังอยู่ในช่วงอนุญาตให้อยู่ต่ออาจพิจารณางดเดินทางที่ไม่จำเป็นหรือเลือกใช้การเดินทางทางบกจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แม้ DHS ยังไม่แถลงข่าวเกี่ยวกับรายงานเหล่านี้ แต่ผู้ปฏิบัติงานคาดว่าจะมีการหารือในที่ประชุมความร่วมมือครั้งต่อไป ในระหว่างนี้ โปรแกรมการเคลื่อนย้ายบุคลากรควรแจกจ่ายรายการตรวจสอบความพร้อมเดินทาง เตือนพนักงานต่างชาติให้ตรวจสอบวันหมดอายุใน I-94 “Admit Until” และพิจารณาติดต่อเจ้าหน้าที่ CBP และ TSA ที่สนามบินในพื้นที่ที่มีพนักงานต่างชาติประจำอยู่จำนวนมากอย่างเชิงรุก