
สายการบินสวิส อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์ส (SWISS) กลับมาให้บริการเที่ยวบินผู้โดยสารประจำระหว่างซูริกและเทลอาวีฟอีกครั้งในวันที่ 1 สิงหาคม หลังหยุดให้บริการเกือบสิบเดือน เนื่องจากต้องเลื่อนการเปิดเส้นทางซ้ำ ๆ เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยในช่วงแรกสายการบินจะให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยว และจะเพิ่มเป็นเที่ยวบินรายวันในเดือนกันยายน หากความต้องการและการประเมินความปลอดภัยเอื้ออำนวย
การกลับมาให้บริการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทแม่ ลุฟท์ฮันซา ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินจำกัดระหว่างแฟรงก์เฟิร์ตและมิวนิกไปยังอิสราเอลในเดือนมิถุนายน การเปิดเส้นทางซูริกอีกครั้งทำให้กลุ่มลุฟท์ฮันซา สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเต็มรูปแบบระหว่างอิสราเอลและศูนย์การเงินของยุโรปได้อีกครั้ง ทั้งนี้ SWISS ระบุว่าจะมีทีมงานความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่อิสราเอลคอยประเมินสถานการณ์ทุกวัน และอาจเปลี่ยนเส้นทางหรือเปลี่ยนเครื่องบินหากระดับภัยคุกคามเพิ่มสูงขึ้น
การกลับมาให้บริการครั้งนี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ที่เน้นการส่งออก โดยมีบริษัทสวิสกว่า 250 แห่งที่ดำเนินงานในอิสราเอล ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอิสราเอลพึ่งพาระบบธนาคารและระบบนิเวศน์ไบโอเทคในซูริก การระงับเส้นทางก่อนหน้านี้ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินทางผ่านเวียนนา หรืออิสตันบูล เพิ่มค่าใช้จ่ายและเวลาการเดินทางสูงสุดถึง 6 ชั่วโมง ผู้จัดการด้านการเดินทางต่างยินดีต่อการกลับมาให้บริการ แต่เตือนให้บริษัทอัปเดตระบบติดตามพนักงานและแผนรับมือวิกฤตก่อนอนุมัติแผนการเดินทาง
SWISS ยังคงรักษาสิทธิ์ในการใช้ช่องทางบินที่สนามบินเบนกูเรียนไว้ และจะใช้เครื่องบินแอร์บัส A330-300 ที่มีที่นั่ง 236 ที่นั่ง ให้บริการคืนที่นั่งสัปดาห์ละ 1,700 ที่นั่งต่อเที่ยวทางเดียว ความจุขนส่งสินค้าก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยผู้ส่งสินค้าทางเภสัชกรรมประเมินว่าเส้นทางซูริก–เทลอาวีฟ คิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้าขนส่งทางอากาศระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และอิสราเอล ผู้ส่งสินค้าคาดว่าการขนส่งสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิซึ่งหยุดชะงักตั้งแต่เดือนตุลาคม จะกลับมาฟื้นตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงการเดินทางชี้ว่า บริษัทประกันภัยยังคงจัดอันดับอิสราเอลเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความเสี่ยงสูง บริษัทที่ส่งพนักงานไปต้องจัดการประชุมชี้แจงความรับผิดชอบอย่างเข้มงวด รับรองว่าแผนการเดินทางมีความยืดหยุ่น และติดตามสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดการปิดน่านฟ้าอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางบินอีกครั้งถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และตะวันออกกลางให้กลับสู่ภาวะปกติ
การกลับมาให้บริการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทแม่ ลุฟท์ฮันซา ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินจำกัดระหว่างแฟรงก์เฟิร์ตและมิวนิกไปยังอิสราเอลในเดือนมิถุนายน การเปิดเส้นทางซูริกอีกครั้งทำให้กลุ่มลุฟท์ฮันซา สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเต็มรูปแบบระหว่างอิสราเอลและศูนย์การเงินของยุโรปได้อีกครั้ง ทั้งนี้ SWISS ระบุว่าจะมีทีมงานความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่อิสราเอลคอยประเมินสถานการณ์ทุกวัน และอาจเปลี่ยนเส้นทางหรือเปลี่ยนเครื่องบินหากระดับภัยคุกคามเพิ่มสูงขึ้น
การกลับมาให้บริการครั้งนี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ที่เน้นการส่งออก โดยมีบริษัทสวิสกว่า 250 แห่งที่ดำเนินงานในอิสราเอล ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอิสราเอลพึ่งพาระบบธนาคารและระบบนิเวศน์ไบโอเทคในซูริก การระงับเส้นทางก่อนหน้านี้ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินทางผ่านเวียนนา หรืออิสตันบูล เพิ่มค่าใช้จ่ายและเวลาการเดินทางสูงสุดถึง 6 ชั่วโมง ผู้จัดการด้านการเดินทางต่างยินดีต่อการกลับมาให้บริการ แต่เตือนให้บริษัทอัปเดตระบบติดตามพนักงานและแผนรับมือวิกฤตก่อนอนุมัติแผนการเดินทาง
SWISS ยังคงรักษาสิทธิ์ในการใช้ช่องทางบินที่สนามบินเบนกูเรียนไว้ และจะใช้เครื่องบินแอร์บัส A330-300 ที่มีที่นั่ง 236 ที่นั่ง ให้บริการคืนที่นั่งสัปดาห์ละ 1,700 ที่นั่งต่อเที่ยวทางเดียว ความจุขนส่งสินค้าก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยผู้ส่งสินค้าทางเภสัชกรรมประเมินว่าเส้นทางซูริก–เทลอาวีฟ คิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้าขนส่งทางอากาศระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และอิสราเอล ผู้ส่งสินค้าคาดว่าการขนส่งสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิซึ่งหยุดชะงักตั้งแต่เดือนตุลาคม จะกลับมาฟื้นตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงการเดินทางชี้ว่า บริษัทประกันภัยยังคงจัดอันดับอิสราเอลเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความเสี่ยงสูง บริษัทที่ส่งพนักงานไปต้องจัดการประชุมชี้แจงความรับผิดชอบอย่างเข้มงวด รับรองว่าแผนการเดินทางมีความยืดหยุ่น และติดตามสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดการปิดน่านฟ้าอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางบินอีกครั้งถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และตะวันออกกลางให้กลับสู่ภาวะปกติ
แหล่งที่มา: SWI swissinfo.ch