
Virgin Australia ยืนยันว่าช่องทาง ‘Premium Entry’ บริการพิเศษที่ริมทางเท้าประจำสนามบินซิดนีย์ คิงส์ฟอร์ด สมิธ ปิดให้บริการถาวรตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริการนี้ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้โดยสารระดับ Velocity Gold, Platinum และชั้นธุรกิจ เพราะช่วยให้ผ่านจากถนนเข้าสู่เลานจ์ได้ภายในไม่ถึงสองนาที จะถูกแทนที่ด้วยโซนตรวจสอบความปลอดภัยแบบพิเศษที่ขยายใหญ่ขึ้นภายในอาคารหลักของเทอร์มินัล T2
สายการบินระบุว่า 95% ของผู้โดยสารระดับพรีเมียมยังคงผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยภายใน 15 นาที เมื่อมีการติดตั้งเครื่องสแกน Smart Lane เพิ่มเติมในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่นในวันธรรมดา (05:00–10:00 และ 14:00–19:00) เทอร์มินัล T3 ที่เมลเบิร์นจะเพิ่มช่องทางพิเศษอีกหนึ่งช่อง และช่องทางพิเศษที่เพิร์ธซึ่งถูกระงับในช่วงโควิดจะกลับมาเปิดให้บริการในเดือนหน้า ส่วนที่บริสเบนจะมีการสร้างช่องทางพรีเมียมใหม่เสร็จในปลายปี 2026 พร้อมเครื่องสแกน CT รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องถอดโน้ตบุ๊กและของเหลวออกจากกระเป๋า
สำหรับผู้จัดการเดินทางองค์กร ความไม่สะดวกในระยะสั้นคือเรื่องการจัดการ เพราะผู้โดยสารที่เคยใช้บริการส่งถึงริมทางเท้าต้องเปลี่ยนมาเข้าทางประตูสาธารณะและเผื่อเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ทาง Virgin ชี้ว่าการเปิดช่องทางพิเศษให้เข้าถึงได้กว้างขึ้นจะช่วยให้ผู้โดยสารที่ถือบัตร Flex หรือสถานะ Velocity Silver ก็ได้รับสิทธิประโยชน์ในช่วงเวลาที่มีคนเยอะ ไม่จำกัดเฉพาะผู้โดยสารระดับสูงเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Virgin Australia ปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าอย่างกว้างขวาง รวมถึงเมนูฤดูร้อนที่มีสลัดมะม่วงและเครื่องดื่ม Bundaberg รวมถึงของว่างใหม่ที่ขายบนเครื่องบินสอดคล้องกับภาพลักษณ์สายการบินระดับกลาง นักวิเคราะห์มองว่าจุดประสงค์หลักคือการลดต้นทุน เพราะสถานที่พิเศษชั้นล่างต้องใช้พนักงานและอุปกรณ์ตรวจสอบแยกต่างหาก การรวมช่องทางพรีเมียมกลับเข้าไปในจุดตรวจหลักช่วยให้ Virgin มีงบประมาณสำหรับการปรับปรุงห้องโดยสารเครื่องบินและรองรับการรับมอบเครื่องบิน 737-MAX รุ่นใหม่ในอนาคต
ทางสนามบินเองก็ยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบตรวจสอบความปลอดภัยแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับมาตรฐานไบโอเมตริกซ์ของ ICAO ในปี 2026 ผู้โดยสารที่ต่อเครื่องกับสายการบินพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น United และ Singapore Airlines จะสังเกตเห็นเวลาการตรวจสอบซ้ำที่รวดเร็วขึ้นเมื่อการปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์แล้ว
สายการบินระบุว่า 95% ของผู้โดยสารระดับพรีเมียมยังคงผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยภายใน 15 นาที เมื่อมีการติดตั้งเครื่องสแกน Smart Lane เพิ่มเติมในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่นในวันธรรมดา (05:00–10:00 และ 14:00–19:00) เทอร์มินัล T3 ที่เมลเบิร์นจะเพิ่มช่องทางพิเศษอีกหนึ่งช่อง และช่องทางพิเศษที่เพิร์ธซึ่งถูกระงับในช่วงโควิดจะกลับมาเปิดให้บริการในเดือนหน้า ส่วนที่บริสเบนจะมีการสร้างช่องทางพรีเมียมใหม่เสร็จในปลายปี 2026 พร้อมเครื่องสแกน CT รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องถอดโน้ตบุ๊กและของเหลวออกจากกระเป๋า
สำหรับผู้จัดการเดินทางองค์กร ความไม่สะดวกในระยะสั้นคือเรื่องการจัดการ เพราะผู้โดยสารที่เคยใช้บริการส่งถึงริมทางเท้าต้องเปลี่ยนมาเข้าทางประตูสาธารณะและเผื่อเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ทาง Virgin ชี้ว่าการเปิดช่องทางพิเศษให้เข้าถึงได้กว้างขึ้นจะช่วยให้ผู้โดยสารที่ถือบัตร Flex หรือสถานะ Velocity Silver ก็ได้รับสิทธิประโยชน์ในช่วงเวลาที่มีคนเยอะ ไม่จำกัดเฉพาะผู้โดยสารระดับสูงเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Virgin Australia ปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าอย่างกว้างขวาง รวมถึงเมนูฤดูร้อนที่มีสลัดมะม่วงและเครื่องดื่ม Bundaberg รวมถึงของว่างใหม่ที่ขายบนเครื่องบินสอดคล้องกับภาพลักษณ์สายการบินระดับกลาง นักวิเคราะห์มองว่าจุดประสงค์หลักคือการลดต้นทุน เพราะสถานที่พิเศษชั้นล่างต้องใช้พนักงานและอุปกรณ์ตรวจสอบแยกต่างหาก การรวมช่องทางพรีเมียมกลับเข้าไปในจุดตรวจหลักช่วยให้ Virgin มีงบประมาณสำหรับการปรับปรุงห้องโดยสารเครื่องบินและรองรับการรับมอบเครื่องบิน 737-MAX รุ่นใหม่ในอนาคต
ทางสนามบินเองก็ยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบตรวจสอบความปลอดภัยแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับมาตรฐานไบโอเมตริกซ์ของ ICAO ในปี 2026 ผู้โดยสารที่ต่อเครื่องกับสายการบินพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น United และ Singapore Airlines จะสังเกตเห็นเวลาการตรวจสอบซ้ำที่รวดเร็วขึ้นเมื่อการปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์แล้ว
แหล่งที่มา: The Australian