
กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้เผยแพร่กฎข้อบังคับฉบับสุดท้ายอย่างเงียบๆ ซึ่งเปิดใช้งานข้อกำหนดการลงทะเบียนตามมาตรา 262 ของพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติ หลังจากที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้มานานกว่า 80 ปี ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองอายุ 14 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกามากกว่า 30 วัน แต่ไม่เคยส่งลายนิ้วมือหรือได้รับหมายเลขลงทะเบียนคนต่างด้าว ต้องดำเนินการภายใน 60 วัน ผู้ปกครองต้องลงทะเบียนให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ปี และเมื่อเด็กอายุครบ 14 ปี จะต้องเข้ารับการนัดหมายครั้งที่สอง กระทรวงฯ ประเมินว่ามีผู้ตกอยู่ในกลุ่มนี้ประมาณ 2.2 – 3.2 ล้านคน ได้แก่ ผู้ที่อาศัยอยู่ระยะยาวโดยไม่ได้ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง, กลุ่ม “ดรีมเมอร์” ที่อยู่ในช่วงอายุ DACA ที่ไม่เคยยื่นเอกสารด้วยตนเอง และผู้สมัครที่เคยยื่นคำร้องก่อนที่จะมีการใช้ระบบชีวภาพทั่วประเทศ การไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับทางแพ่ง ถูกตั้งข้อหาทางอาญา หรือถูกจำคุกสูงสุด 30 วัน กฎนี้ยังกำหนดให้ผู้ลงทะเบียนต้องพกหลักฐานการปฏิบัติตามตลอดเวลา สำหรับนายจ้าง ผลกระทบทันทีคือการปฏิบัติตามแบบฟอร์ม I-9 และการตรวจค้นในสถานที่ทำงาน ผู้ที่ถูกจับตามกฎใหม่นี้อาจถูกส่งตัวออกนอกประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างแรงงานในภาคเกษตรกรรม การบริการ โลจิสติกส์ และก่อสร้าง บริษัทที่ใช้ระบบ E-Verify ควรเตรียมรับมือกับความไม่ตรงกันของสถานะเมื่อหมายเลขคนต่างด้าวใหม่ถูกเพิ่มเข้าสู่ระบบ ทนายความด้านคนเข้าเมืองแนะนำให้มีการตรวจสอบล่วงหน้าและรณรงค์ให้ความรู้แก่พนักงาน นโยบายนี้เป็นการทำให้โครงการนำร่องที่เริ่มในเดือนมีนาคม 2025 เป็นทางการ และยังเพิ่มบทลงโทษและสร้างระบบบัญชีออนไลน์ที่สามารถเชื่อมต่อกับการยื่นขอสิทธิประโยชน์ของ USCIS ได้ในอนาคต กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิกังวลว่าจะกลายเป็น “ฐานข้อมูลติดตามตัว” ทั่วประเทศที่เปิดทางให้มีการเนรเทศจำนวนมากหากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลง กลุ่มสิทธิมนุษยชนกำลังเตรียมฟ้องร้องทางกฎหมาย แต่กระทรวงฯ ชี้ว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาได้ยืนยันอำนาจของฝ่ายบริหารในการบังคับใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีมาอย่างยาวนาน คำแนะนำปฏิบัติ: พนักงานที่ไม่ใช่พลเมืองและไม่มีหมายเลข A ควรปรึกษาทนายความที่มีคุณสมบัติก่อนที่เวลานับ 60 วันจะเริ่มต้น การลงทะเบียนไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสถานะทางกฎหมาย และอาจทำให้เสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้กฎหมาย ทีมงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรปรับแผนฉุกเฉินและสื่อสารอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันความตื่นตระหนกในที่ทำงาน
แหล่งที่มา: The Financial Express