
นักเดินทางระหว่างประเทศต้องเผชิญกับคิวยาวเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาดในวันที่ 19 กันยายน หลังเครือข่าย SmartGate ทั่วประเทศออสเตรเลียล่มนานประมาณ 14 ชั่วโมง ส่งผลให้ระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติที่สนามบินหลัก 3 แห่งของประเทศหยุดทำงาน ตามรายงานของ RusTourism News ประตูอิเล็กทรอนิกส์ที่ซิดนีย์ (SYD), เมลเบิร์น (MEL) และบริสเบน (BNE) ขัดข้องตั้งแต่เวลาประมาณ 21:00 น. วันพฤหัสบดี และกลับมาใช้งานได้เต็มที่หลัง 11:00 น. วันศุกร์ เจ้าหน้าที่ Australian Border Force (ABF) ต้องรีบลงพื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองด้วยมือแทน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐควีนส์แลนด์และวิกตอเรียเริ่มวันหยุดฤดูใบไม้ผลิของโรงเรียน ซึ่งสนามบินบริสเบนคาดว่าจะมีผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 6.1% เหตุการณ์นี้ยังสร้างความอับอายให้บริสเบนที่เพิ่งเปิดห้องตรวจหนังสือเดินทางใหม่ 12 ช่องทางเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อรองรับผู้โดยสารในช่วงพีค ขณะนี้สาเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีการบินเผยกับสื่อในวงการว่า ความล้มเหลวพร้อมกันในหลายสนามบินชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ระบบหลังบ้านส่วนกลาง มากกว่าปัญหาฮาร์ดแวร์เฉพาะจุด ABF ยืนยันปัญหาดังกล่าวแต่ระบุว่าไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ด้านสายการบินได้ขยายเวลาปิดเช็คอินและยกเว้นค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเที่ยวบินสำหรับผู้โดยสารที่พลาดต่อเครื่อง ผู้จัดการฝ่ายเดินทางขององค์กรแนะนำให้พนักงานเผื่อเวลาเพิ่มอย่างน้อย 90 นาทีในแผนการเดินทางช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อรับมือกับความแออัดหรือการปิดระบบบำรุงรักษา เหตุการณ์นี้เน้นย้ำความจำเป็นในการเตรียมบุคลากรสำรองและขยายช่องตรวจคนเข้าเมืองด้วยมือที่เคยถูกลดจำนวนลงเมื่อระบบ e-gate ขยายตัว ขณะนี้ SmartGate กลับมาทำงานปกติแล้ว แต่ ABF กำลังทบทวนเหตุการณ์เพื่อวางแผนการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบค่อยเป็นค่อยไป และเพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำสถานที่ในช่วงวันหยุด นักเดินทางบ่อยควรเก็บบัตรขึ้นเครื่องไว้ใกล้มือ เพราะเจ้าหน้าที่อาจสลับให้ใช้ช่องตรวจด้วยมือในบางช่วงเพื่อทดสอบระบบใหม่
แหล่งที่มา: RusTourism News